2021 Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ โดยในรุ่นท็อปอย่างเอเอ็มจี พรีเมียม มาพร้อมค่าตัว 7.19 ล้านบาท แต่มาพร้อมอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นและการออกแบบที่น่าสนใจในทุกมิติ
เราเคยลงข่าวการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรถรุ่นนี้ พร้อมทั้งพาชมรอบคันกันมาแล้ว วันนี้เรามีเวลา 3 ชั่วโมงในการพาพี่ใหญ่ของรถยนต์นั่งจากค่ายรถตราดาวออกไปลองออกกำลังกายบนท้องถนน ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่ได้ทำวีดีโอทดสอบมาให้ชมกันนะครับ
แต่ถือเป็นการลองของช่วงสั้น ๆ ว่าที่ทาง Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) คุยนักหนาว่านี่คือรถยนต์ซีดานที่ดีที่สุด หรูหราที่สุด และยังใช้งานได้ดี แม้จะเป็นเครื่องยนต์รุ่นเดิมก็ตามนั้น มันดีจริงหรือไม่ หรือเราควรรอเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดที่จะตามมาดี
ถ้าให้ AutoFun Thailand สรุปข้อดีของรถคันนี้ จุดเด่นของรถก็คือความสะดวกสบายที่ยังยอดเยี่ยม ช่วงล่างที่เซตมาเอาใจสายสบาย สายหรูแบบผู้บริหาร และออพชั่นที่ให้มาเต็มคัดแบบไม่มีหวง ส่วนเครื่องยนต์นั้นของเดิมก็ดีอยู่แล้ว แม้ไม่เด่นมากแต่ก็ไม่แพ้ใคร
ก่อนที่จะเปิดตัวและผลิตเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดตามแผนของพวกเขาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เครื่องยนต์ดีเซลที่ได้ชิ่อว่าประหยัดและให้การตอบสนองที่ไม่เลวร้าย บทจะบู๊ขึ้นมาก็เอาเรื่องทั้งอัตราเร่งและการทำความเร็วสูง เพียงแต่ผู้ขับขี่ต้องคุมรถให้ปลอดภัยเท่านั้น
ความสบายระดับผู้บริหารที่ส่งผลดีถึงผู้ขับขี่
ไม่ใช่แค่ผู้โดยสารตอนหลังเท่านั้นที่จะได้รับความสะดวกสบายจากการเซตอัพใหม่ของรถคันนี้ เพราะการออกแบบรถที่ให้พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยการยืดระยะฐานล้ออกนั้น มันทำให้สัดส่วนของห้องโดยสารยืดออกทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมกัน
แน่นอนว่าตำแหน่งการนั่งที่สบายที่สุดคือเก้าอี้ผู้บริหารด้านหลังฝั่งซ้ายที่สามารถปรับเอนพร้อมที่วางขามาให้ แต่ที่ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับขี่ก็สามารถเลือกปรับให้เหมาะสมกับการขับขี่ได้ มีพื้นที่วางขาแบบไม่มีอะไรมาเกะกะ ที่ไม่ชอบก็มีแค่หมอนรองศีรษะ
เพราะว่าหมอนรองศีรษะที่ติดตั้งมามันดิ้นไปดิ้นมาเวลาผมวางหัวลงไปตรงหมอนรอง หลาย ๆ คนอาจจะชอบและรู้สึกว่ามันก็สบายดี อันนี้เป็นความชอบส่วนบุคคลนะครับ เบาะนั้นปรับได้ละเอียดมาก ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักการนั่งในทุกสรีระของผู้ขับขี่
ผมเองค่อนข้างชอบที่ปุ่มหรือสวิตช์รอบ ๆ คันรถนั้นถูกเปลี่ยนไปให้ความรู้สึกของการเป็นแป้นสัมผัสจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่งของการปรับเบาะที่นั่ง ที่เดิมจะเป็นสวิตช์โยก ๆ ได้ ในเอส-คลาสใหม่ ก็ปรับให้เป็นตำแหน่งล็อกเอาไว้ แล้วเลื่อนแบบสัมผัสแทน
การควบคุมหน้าจอด้านหน้านั้นทำได้อย่างง่ายาย เพราะหน้าจอมีสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้น การวางตำแหน่งของฟังชั่นส์ทำได้ดี ยิ่งรองรับไวร์เลส แอนดรอยด์ ออโต้ ที่อาจจะยุ่งยากตอนเซตอัพครั้งแรกนิดหน่อย ที่เหลือนั้นสบายมาก แถมมีแท่นชาร์จไฟแบบไร้สายมาให้อีก
Gesture control นั้น ตอนที่ลองเล่นวันพรีวิวรถใช้งานได้ดี แต่วันที่มาทดสอบดูไม่ค่อยตอบสนอง เดี๋ยวรอยืมรถทดสอบมาอย่างเป็นทางการจะขอลองอีกครั้ง แต่ก็อย่างที่บอกว่าปุ่มต่าง ๆ มันอยู่ติดมือไปหมด เพราะฉะนั้นก็เปลี่ยนมาใช้ปุ่มหรือจะ Hey, Mercedes ก็ได้
ปุ่มสัมผัสทั้งหลายที่ว่า ถ้าไม่ใช้ให้ชินนี่ก็มีงงงงเอาเรื่องนะครับ ว่าจะปรับไปทางไหน กดทางไหน แต่เพราะเรามีเวลาอยู่กับรถไม่มาก ซึ่งรวม ๆ แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสก็เห็นรถที่ให้ความสบาย แถมด้วยความเงียบในห้องโดยสารที่ไม่เป็นรองใครในคลาส
เครื่องยนต์พร้อมบู๊ ช่วงล่างเอาอยู่ทุกย่าน
แม้จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเดิมในการทำตลาด ด้วยเหตุผลว่าผ่านมาตรฐานไอเสียและความปลอดภัยจากยุโรปมาแล้วก็ดี หรือเป็นการขัดตาทัพรอเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดก็ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นนี้ของเบนซ์นั้นก็มีสมรถนะที่ไม่ธรรมดา
การอยู่บนตัวถังที่จัดว่าใหญ่และหนัก ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนและวัสดุไปมากแล้ว เครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นหัวใจเดียวของเอส-คลาสใหม่ ก็เป็นเครื่องยนต์ที่ดุดันและให้การตอบสนองต่อการกดคันเร่งที่ถือว่าว่องไวไม่แพ้เครื่องยนต์ประเภทอื่น ๆ
โหมดการขับขี่แบบ Comfort และ Sport นั้นให้การตอบสนองที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก และตัวรถเองก็ให้การตอบสนองของคันเร่งและการเปลี่ยนเกียร์ที่ชัดเจน และการเลือกใช้ความเร็วให้เหมาะกับโหมดการขับเคลื่อนก็จะทำให้เราควบคุมรถคันนี้ได้อย่างสนุก
ถ้าเป็นการขับขี่นเมืองที่ใช้ความเร็วไม่มากนัก เน้นการขับไปเรื่อย ๆ โหมดคอทฟอร์มอาจจะสบายจนทำให้คนขับก็แอบง่วงได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ต้องการบู้แบบเต็มพิกัด เครื่องยนต์และเกียร์ในโหมดสปอร์ต ก็พร้อมที่จะบู้แบบไม่สนใจว่าใครหน้าไหนจะมาขอท้าคุณแข่ง
การทำความเร็วสูงมาก ๆ ของรถนั้นทำได้อย่างง่ายดายถ้าถนนโล่งพอและคุณรู้สึกว่ามันปลอดภัย ที่ความเร็วสูงสุดตามหน้าปัดที่โดนล็อกเอาไว้ 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เอส-คลาสแหวกอากาศได้ดี ช่วงล่างที่ให้ความนุ่มนวลเหมือนเดิม และที่สำคัญคือเก็บเสียงดีเวอร์
ความนุ่มของช่วงล่างที่แม้แต่ในโหมดสปอร์ตก็ยังนุ่มอยู่ อาจจะทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกว่ามันควบคุมรถยาก เพราะมันจะมีอาการที่รถจะรักษาสมดุลของรถอยู่หน่อย ๆ ผมไม่ได้ไปอยู่ที่ตำแหน่งผู้โดยสารเลยไม่รู้ว่ารู้สึกมากไหม แต่ที่ตำแหน่งคนขับนั้นถือว่าไม่มีปัญหา
การเก็บเสียงของรถนั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ถ้าขับอยู่แล้วมือเผลอไปกดกระจกลงจะรู้สึกตกใจเบา ๆ เพราะว่าเสียงลมจะซัดเข้ามาในรถทันที คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าขับรถคันนี้แล้วช่วงล่างแน่น ๆ เกาะโค้งอยู่หมัด แต่ที่ความเร็วสูง คุณคุมมันไม่ยากก็แล้วกัน
ของเล่นเต็มคัน ให้ใช้ทั้งวันก็ยังไม่หมด
เอาจริง ๆ ตอนแรกที่รับรถทดสอบมานั้น ในใจก็คิดว่าอยากลองเจ้าบรรดาของเล่นทั้งหลายที่อยู่รอบ ๆ ตัว เพราะขับไปคนเดียวตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม ก็คิดว่าจะเล่นระบบทั้งหมดได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ หลัก ๆ ที่ได้ใช้ก็มีอยู่แค่ไม่กี่อย่างภายใต้เวลาที่จำกัด
เครื่องเสียงเซตมาแบบกระหึ่มมากขึ้น ไม่ได้ออกแนวเหนียมอายแบบหรูหราฟังดนตรีคลาสสิคอีกต่อไป แต่การต่อเพลงจากแอพพลิเคชั่นแนวป๊อปหรือร็อคใสใส ชุดเครื่องเสียง Burmester ที่ลดจำนวนลำโพงลงมา ก็ยังให้คุณภาพเสียงที่หูมนุษย์ธรรมดาฟังแล้วโอเคอยู่
ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยมาให้ครบครันไปยันถุงลมนิรภัยด้านหลัง ผู้โดยสารตอนหลังนั้นน่าอิจฉาเป็นอย่างยิ่งด้วยเบาะที่นั่งที่แยกจากกันเป็นอิสระ มาพร้อมระบบนวดที่สามารถเลือกประคบร้อนหรือเย็นได้ และเบาะแบบพักผ่อนเต็มพิกัดที่ด้านหลังตอนซ้าย
ระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ด้านหลังนั้นแยกออกจากกัน และแยกออกจากห้องโดยสารตอนหน้า สามารถเชื่อมต่อโปรไฟล์ที่แตกต่างกันไปแต่ละหน้าจอ ทำให้สามารถรับโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบบลูทูธที่แถมมาให้ในรถคันนี้ โดยที่ไม่ต้องตีกัน หรือเปิดออกลำโพงก็ได้
ขณะที่ระบบอื่น ๆ ที่ติดตั้งมาให้มากมายนั้น ขอบอกว่าแทบไม่ได้ใช้อะไรเลยจ้า แค่รับรถ ขับรถไปถ่ายรูป แล้วเอารถกลับมาให้ทันเวลา ก็หมดเวลาของวันนี้แล้ว เดี๋ยวถ้ามีโอกาสได้ยืมมาอีกรอบ จะพาเล่นให้ครบทุกฟังชั่นส์ของรถเลยว่ามีดีขนาดไหนหรือยังไงแน่
ถ้าจ่ายถูกกว่านี้ 5 แสนบาท อะไรจะหายไปบ้าง
นอกเหนือจากรุ่น AMG Premium แล้ว Mercedes-Benz S-Class ใหม่ ยังมีรุ่นเริ่มต้นอย่าง Exclusive ที่ขายกันอยู่ที่ 6.69 ล้านบาท หรือถูกกว่ากันครึ่งล้าน ทำให้หลายคนถามทันทีว่า จำเป็นต้องจ่ายแพงซื้อรุ่นท็อปไหม หรือรุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว
เพราะว่าโครงสร้างรถ แพลตฟอร์ม เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ช่วงล่างและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่นั้นเป็นแบบเดียวกันหมด สมรรถนะต่าง ๆ ที่ให้มาก็คงจะไม่แตกต่างกันมากในการใช้งานจริง แล้วจะไปให้สุดหรือหยุดที่ตัวเริ่ม มาลองดูของที่จะหายไปกัน
อย่างแรกเลยที่เห็นจากภายนอกก็คือชุดแต่ง AMG ทั้งหมดหายไป พร้อมด้วยขนาดของล้ออัลลอยที่ลดลงมาเหลือ 19 นิ้วเท่านั้น และยางเป็นยางของ Hancook โดยถ้ารุ่นท็อปจะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และเลือกใช้ยางของค่ายบริดจ์สโตนเป็นอุปกร์มาตรฐาน
ระบบช่วยเหลือด้านการขับขี่ทั้งหมดและอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกนั้นเหมือนกัน แค่ภายในห้องโดยสารนั้นมีความหรูหราน้อยกว่า ด้วยเบาะหุ้มหนัง Nappa ธรรมดา ที่ไม่ได้ลวดลายตัดแบบเพชร รวมถึงถอดหนังและลายไม้ที่ตกแต่งตามตำแหน่งต่าง ๆ ของรถออกไป
พวงมาลัยแบบธรรมดาไม่ได้เป็นท้ายตัดแบบสปอร์ต ถอดที่ชาร์จไฟแบบไร้สายสำหรับผู้โดยสารตอนหลังทิ้ง ไม่มีการตกแต่งแบบ AMG ที่ภายใน และเอาระบบช่วยเหลือภายในห้องโดยสาร MBUX Interior Assistant ออกไป แต่ระบบอื่น ๆ ยังอยู่ครบครันเหมือนเดิม
เอาจริง ๆ ถ้าใช้งานเป็นหลัก ตัวเริ่มต้นก็ไม่เลวนะครับ ท่าน...